Showing posts with label Dharma. Show all posts
Showing posts with label Dharma. Show all posts

Saturday, April 14, 2012

บทสวดมนต์สอนเจ้ากรรมนายเวร และเพื่อให้เกิดพลังคุ้มครองตัวเองและผู้ป่วย

บทสวดมนต์สอนเจ้ากรรมนายเวร และเพื่อให้เกิดพลังคุ้มครองตัวเองและผู้ป่วย











จากพระอาจารย์ ดร.สิงห์ทน นราสโภ
วัดป่านานาชาติ มิเนโซต้า

Thursday, January 19, 2012

พระขันธปริตร - - บทสวดป้องกันอันตรายจากสัตว์มีพิษ

พระขันธปริตร - - บทสวดป้องกันอันตรายจากสัตว์มีพิษ  


วิรูปักเขหิ เม เมตตัง
ความเป็นมิตรของเรา จงมีแก่พญางูทั้งหลาย สกุลวิรูปักข์ด้วย

เมตตัง เอราปะเถหิ เม
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับพญางูทั้งหลาย สกุลเอราบทด้วย  

ฉัพยาปุตเตหิ เม เมตตัง
ความเป็นมิตรของเรา จงมีแก่พญางูทั้งหลาย สกุลฉัพยาบุตรด้วย

เมตตัง กัณหาโคตะมะเกหิ จะ
ความเป็นมิตรของเรา จงมีแก่พญางูทั้งหลายสกุลกัณหาโคตมกะด้วย  

อะปาทะเกหิ เม เมตตัง
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์ทั้งหลาย ที่ไม่มีเท้าด้วย  

เมตตัง ทิปาทะเกหิ เม
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์ทั้งหลาย ที่มีสองเท้าด้วย

จะตุปปะเทหิ เม เมตตัง
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์ทั้งหลาย ที่มีสี่เท้าด้วย  

เมตตัง พะหุปปะเทหิ เม
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์ทั้งหลาย ที่มีหลายเท้าด้วย  

มา มัง อะปาทะโก หิงสิ
สัตว์ไม่มีเท้าอย่าเบียดเบียนเรา

มา มัง หิงสิ ทิปาทะโก
สัตว์สองเท้าอย่าเบียดเบียนเรา  

มา มัง จะตุปปะโท หิงสิ
สัตว์สี่เท้าอย่าเบียดเบียนเรา  

มา มัง หิงสิ พะหุปปะโท
สัตว์หลายเท้าอย่าเบียดเบียนเรา

สัพเพ สัตตา สัพเพ ปาณา
ขอสรรพสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย  

สัพเพ ภูตา จะ เกวะลา
ที่เกิดมาทั้งหมดจนสิ้นเชิงด้วย  

สัพเพ ภัทรานิ ปัสสันตุ
จงเห็นซึ่งความเจริญทั้งหลายทั้งปวงเถิด  

มา กิญจิ ปาปะมาคะมา
โทษลามกใดๆ อย่าได้มาถึงแล้ว แก่สัตว์เหล่านั้น  

อัปปะมาโณ พุทโธ
พระพุทธเจ้า ทรงพระคุณ ไม่มีประมาณ  

อัปปะมาโณ ธัมโม
พระธรรม ทรงพระคุณ ไม่มีประมาณ  

อัปปะมาโณ สังโฆ
พระสงฆ์ ทรงพระคุณ ไม่มีประมาณ  

ปะมาณะวันตานิ สิริงสะปานิ อะหิ วิจฉิกา สะตะปะที อุณณานาภี สะระพู มูสิกา
สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย คือ งู แมลงป่อง ตะเข็บ ตะขาบ แมงมุม ตุ๊กแก หนู เหล่านี้ ล้วนมีประมาณ ( ไม่มากเหมือนพระรัตนตรัย )  

กะตา เม รักขา กะตา เม ปะริตตา
ความรักษา อันเรากระทำแล้ว การป้องกัน อันเรากระทำแล้ว  

ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ
หมู่สัตว์ทั้งหลายจงหลีกไปเสีย  

โสหัง นะโม ภะคะวะโต
เรานั้น กระทำนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่  

นะโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธานังฯ
กระทำนอบน้อม แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ็ดพระองค์อยู่ ฯ


ที่มา http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=1e4ca62203f294db&pli=1 


คาถาป้องกันงู

ปะถะมังพันธุ กังชาตัง ทุติยังทัณฑะ เมวะจะ

ตะติยังเภทะกัญเจวะ จะตุตถังอังกุ สัมภะวัง

ปัญจะมังสิระสังชาตัง นะงู นะกาโร โหติสัมภะโว

ใช้ภาวนาเมื่อต้องเข้าป่า ที่รก หรือแม้แต่เมื่อขณะพบเจองู จะทำให้คุณปลอดภัย 

Wednesday, October 7, 2009

พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) Woody เกิดมาคุย [4/4]



อ่านบทสัมภาษณ์ทั้งหมด จาก autumn whispers เว็บพันทิป

พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) Woody เกิดมาคุย [3/4]



นาที 09:29 รายการนำเสนอภาพ พระไพศาล วิสาโล แทนที่จะขึ้นภาพของท่าน ติช นัท ฮันท์ ที่กำลังพูดถึง


ภาพของ พระไพศาล วิสาโล ที่รายการวู้ดดี้ เกิดมาคุย ลงผิด



ภาพของท่าน ติช นัท ฮันท์
















อ้างอิง http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=12642
Reblog this post [with Zemanta]

พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) Woody เกิดมาคุย [2/4]



พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) Woody เกิดมาคุย [1/4]



บทสัมภาษณ์เริ่มนาทีที่ 02:25 จบที่ 08:30






Wednesday, August 19, 2009

คนถาม พระตอบ

อยากบอกโยมว่า

1.
ความคิดว่า "พระคือผู้ละแล้วซึ่งกิเลส" "ตัดแล้วซึ่งทางโลก" คำพูดเหล่านี้โยมพูดเองเออเอง ทั้งนั้น ที่จริงต้องบอกว่า "พระคือ ผู้บวชเพื่อฝึกตนเองตามหลักคำสอนตามพระพุทธศาสนา บวชแล้วมีหน้าที่อุทิศให้เป็นประโยชน์แก่ชาวโลก (จะระถะ ภิกขะเว พะหูชะนะหิตายะ พะหุชะนะสุขายะ โลกานุกัมปายะ = ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงท่องเที่ยวไป เพื่อบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขของชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก)" ไม่ได้ให้บวชมาเฝ้าโบสถ์ เฝ้าศาลา นั่งหลับตา บอกใบ้ให้หวยดูดวง อาตมาเองก็แปลกใจ เวลาอาตมาชวนโยมมาฟังเทศน์โยมบอกว่า งานยุ่งไม่มีเวลาไปวัด น่าเบื่อ แต่พอเวลาอาตมาบอกจะดูดวงให้ โยมผู้หญิงที่ว่าโดนพระไม่ได้เห็นพุ่งเข้าหาจนอาตมาหลบแทบไม่ทัน (แบบว่าอยากรู้เรื่องเนื้อคู่อะ..... ที่เรื่องไม่ใช่กิจสงฆ์อย่างนี้ Request จากพระจัง)


2.
"เมื่อบวชแล้ว พระต้องสละเรื่องทางโลกทุกอย่าง" นี่โยมก็พูดเองเออเอง อีกนั่นแหละ พระยังเป็นลูกของพ่อแม่ เป็นพี่ของน้องๆ และเป็นลูกหลานของญาติทุกคน ยังต้องสงเคราะห์ดูและญาติพี่น้องตามสมควร ขนาดหมาขี้เรื้อนโยมเอามาปล่อยที่วัด พระยังเลี้ยงให้ ใจคอจะให้ละทางโลกที่มีพ่อแม่พี่น้องอยู่ข้างหลังเชียวหรือ


3.
โยมรู้หรือไม่ว่า พระพุทธเจ้าอนุญาตให้พระดูแลพ่อแม่ที่แก่ชราได้ ไม่ได้สอนให้ละทางโลกโดยสิ้นเชิงหรอกนะ


4.
อยากบอกว่า ฉันนับถือเฉพาะพระพุทธ กับพระธรรมเท่านั้น ไม่นับถือพระสงฆ์ โยมเข้าใจผิดแล้ว พระสงฆ์ที่อยู่ในพระรัตนตรัยนั้น คือ อริยสงฆ์ หรือใครก็ตาม(ทั้งบรรพชิตและฆราสวาส)ที่เป็นพระอรหันต์ โยมจำบทสวดมนต์ได้มั๊ย "สุปฏิปันโน สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ = ข้าพเจ้าของแสดงความนอบน้อม แด่พระสงฆ์สาวก ผู้ปฏิบัติดี" อาตมาเป็นสมมติสงฆ์ก็ต้องเคารพบูชาท่าน เอาท่านเป็นแบบอย่างเหมือนกัน ที่โยมคิดแบบนั้นเป็นเพราะโยมอาจทำบุญเยอะ แต่ศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมะน้อยต่างหาก ลองศึกษาธรรมะเยอะๆ ปฏิบัติธรรมเยอะๆสิ โยมจะเข้าใจสัจธรรมข้อนี้เอง


5.
พระพุทธเจ้าสอนว่า "เจตนาหัง ภิกขะเว กัมมัง วะทามิ ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม" การที่โยมเผลอไปแตะพระโดยไม่ตั้งใจไม่มีใครบาปหรอก ทั้งโยมและพระ แต่ถ้าใครกระทำโดยมีเจตนาถึงจะเป็นบาป


6.
พระที่โยมเห็นมาจากไหนละ....ตอบ...ก็มาจากชาวบ้านนั่นแหละ พระดีก็มาจากโยมที่ดี พระที่ไม่ดีก็มาจากโยมที่ไม่ดี ถ้าโยมอยากได้พระดี โยมก็เอาลูกหลานที่ดีมาบวชเยอะๆสิจ๊ะ จะได้มีพระที่ดีเยอะ ๆ รู้มั๊ย โยมหลายคนกำลังทำให้วัดเป็นที่ทิ้งขยะสังคม หมาแมวที่โยมไม่อยากเลี้ยงโยมก็เอาทิ้งวัด ลูกหลานติดยาเสพติด เกเร เป็นอันธพาล อาชญากร โยมก็เอาทิ้งวัด ถ้าโยมไม่อยากไหว้พระเลว ก็อย่าเอาเขามาบวชเลย โยมเป็นพ่อแม่พี่น้องเป็นญาติเขายังไม่อยากให้เขาอยู่บ้านเลย ยังสอนเขาไม่ได้ อาตมาสอนเขาจะฟังเหรอ


7.
พระไม่ได้บวชมาเพื่อหลับตานั่งสมาธิ เฝ้าวัด อย่างเดียวหรอกนะ พระพุทธเจ้าบอกว่าหน้าที่พระมี 2 อย่าง :


(1.) คันถธุระ มีหน้าที่ศึกษาคำสอนพระพุทธเจ้า สืบทอดอายุพระศาสนา ประกาศพระศาสนา รักษาศาสนวัตถุของพระศาสนา บริหารกิจการคณะสงฆ์ คุ้มครองพระดี กำจัดพระเลว คอมพิวเตอร์มีส่วนช่วยในการจัดทำเอกสาร สร้างสื่อการสอนพระพุทธศาสนา บันทึกข้อมูล และงานเอกสารอื่นๆ โยมเคยเข้าเว็บไซต์ของวัดต่างๆมั๊ย โยมเคยเห็น CAI เกี่ยวการสอนธรรมมะมั๊ย โยมเคยเห็นมั๊ยว่า เบื้องหลังพระผู้ใหญ่จะมีพระหนุ่มเณรน้อยกลุ่มหนึ่งทำงานเป็น STAFF คอยจัดทำเอกสาร หนังสือ บันทึก ประกาศ ทำต้นฉบับหนังสือธรรมะ ทำ Powerpoint เวลามีงานประชุม สัมมนาทางพระพุทธศาสนา อยากบอกเลยว่า ทำไมสมัยพุทธกาล ไม่มีคอมพิวเตอร์ ก็ยังประกาศพระศาสนาได้ ก็ใช่สิจ๊ะ สมัยพระพุทธเจ้า ทุกเย็นหลังรับประทานอาหารเย็นแล้ว ชาวบ้านจะพากันถือดอกไม้ธูปเทียนไปฟังธรรมเทศนา ไปคุยธรรมะกับพระที่วัด วันนี้ละ โยมจะได้มั๊ยว่า เดือนหนึ่งมีวันพระกี่วัน ครั้งล่าสุดที่โยมฟังเทศน์ที่วัดนั้น นานแค่ไหนแล้ว

( 2.) วิปัสสนาธุระ = พระมีหน้าที่ปฏิบัติธรรม เพื่อหลุดพ้นจากกิเลส เพื่อยืนยัน ใครก็ตามเมื่อปฏิบัติตามคำสอนจะได้รับผลจากการปฏิบัติจริง
ทั้งสองอย่างต้องไปด้วยกัน นั่งหลับตาอยู่ในวัดอยู่ในป่าอย่างเดียวรักษาพระศาสนาไว้ไม่ได้ ศึกษาแต่คำสอนอย่างเดียว ไม่ปฏิบัติตามก็รักษาไว้ไม่ได้ ต้องทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไป


8.
สถาบันศาสนาก็เป็นส่วนย่อยของสังคมไทย เช่นเดียวกับสถาบันครอบครัว ข้าราชการ การเมือง สังคมไทยมีทั้งคนดีและคนไม่ดี สถาบันศาสนาก็เหมือนกันมีทั้งพระดีและพระไม่ดี พระพุทธเจ้าสอนว่า นิคคัณหะ นิคคัณหาระหัง ปัคคัณหะ ปัคคัณหาระหัง (ข่มผู้ที่ควรข่ม ยกย่องผู้ที่ควรยกย่อง) ทำไมโยมไม่แยกแยะละว่า ถ้าท่านไปพันธ์ทิพย์เพื่อซื้อคอมพิวเตอร์เพื่อใช้เป็นสื่อในการเผยแผ่พระศาสนาก็ควรส่งเสริมท่าน แต่ถ้าท่านไปเพื่อไปซื้อหนังโป๊ ไปเดินตากแอร์ ไปหลีหญิง เช่นนั้นก็สมควรติเตียน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องแยกแยะ ไม่ควรเหมารวม


9.
อยากบอกนะ ไม่ว่าอาตมาจะเดินพันธ์ทิพย์หรือที่ไหนก็ตาม อาตมาระวังมาก ถึงมากสุดๆ เพราะว่า เวลาโยมเดินกันนะโยมเดินเหมือนเหม่อลอยไม่ตั้งสติกันเลย ราวกับไม่เอาวิญญาณมาด้วย บางทีโยมเดินตามทางเดิน โยมเดินแบบหน้ากระดานเรียงสาม เรียงสี่กันทอดน่อง ลอยชาย แบบไม่คิดกันว่าจะมีคนอื่นๆ เช่น พระ หรือคนอื่นๆเขาจะรีบเดิน คิดอยู่ในใจนะว่าน่าจะจับโยมเหล่านี้ไปเข้าคอร์สวิปัสสนาซัก 7 วัน จะได้รู้ว่าเวลาโยมเดินนั้นขาดสติขนาดไหน (เหมือนไม่ได้เอาวิญญาณมาด้วยเลยอะ) อาตมาไปพันทิพย์นะไม่ได้รู้สึกว่าสนุกอย่างที่โยมคิดหรอกนะ เพราะต้องคอยหลบโยมกลัวเดินชน


10.
อยากบอกโยมว่า อาตมามีหน้าที่รักษาพระศาสนาให้ครบห้าพันปีตามพุทธทำนาย โบสถ์ ศาลา กุฎิ จตุปัจจัย อาหารบิณฑบาตที่โยมถวายมาพอแล้ว พระศาสนาไม่ได้มั่นคงเพราะสิ่งที่โยมถวายหรอก แต่มันอยู่ที่ชาวพุทธหันมาศึกษาและปฏิบัติธรรมการมากกว่า จิงป๊ะ โยมอาจจะบอกว่า ก็ตาแก่ยายแก่งัย โธ่ถังโยมเอ่ย ตายายแกจะตายวันตายพรุ่งอยู่แล้ว ตัวแกยังจะเอาตัวไม่รอด จะให้รักษาพระศาสนาหรือ ? มันต้องรุ่นลูกหลานอย่างเราสิถึงจะมีกำลังจิงม๊ะ ถ้าโยมมาจริงให้สอนจนตายไปข้างนึงก็ยอม ไม่เชื่อไปถามพระที่ท่านทำงานเผยแผ่ดูสิ (เก่งจิงไม่กลัว กลัวโยมใจไม่ถึงมากกว่า)


11.
โยมหลายท่านบอกว่า "เป็นพระควรอยู่ที่วัดเท่านั้น ไม่ควรไปเดินเพ่นพ่านข้างนอกมันเป็นที่ของโยม" ไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้องเลย โยมรู้หรือไม่ว่า สมัยพระพุทธกาล พระไม่เคยอยู่กับที่เลย ต้องจาริกไปสั่งสอนตามที่ต่าง พระพุทธเจ้าให้ออกไปประกาศพระศาสนาให้เข้าไปในสังคมโลก ไปสอนคนให้ทวนกระแสโลก สอนให้เผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุก เพื่อให้โยมทั้งหลายเห็นว่า วิถีชีวิตที่ประเสริฐมีอยู่ วิถีแห่งการฝึกตนเองเพื่อพ้นทุกข์มีอยู่ แบบอย่างที่ดีงาม ไม่ได้สอนให้อยู่ที่วัดแล้วรอโยมมาหา ทำตัวเป็นเจ้าพิธีกรรม บอกใบ้ให้หวย ถ่มน้ำหมากขากน้ำมนต์ สร้างพระเครื่อง แต่โยมชอบจัง กระพี้คำสอนเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่พระพุทธเจ้าติเตียนว่าเป็นการหลอกลวงชาวโลกให้งมงาย ส่วนที่พระพุทธเจ้าสั่งให้อยู่ที่วัดนั้นก็คือช่วงสามเดือน ตอนเข้าพรรษาเท่านั้น ดังนั้น ความคิดของโยมที่ว่า พระดีควรหมกตัวอยู่ จึงสวนกระแสพุทธดำรัสโดยสิ้นเชิง นั่นเป็นเพียงภาพลักษณ์ของพระในอุดมคติของโยมที่ละม้ายคล้ายพุทธรูปในโบสถ์เข้าไปทุกที


12.
พระเลวไม่ได้มีแต่ในสมัยนี้หรอก สมัยพระพุทธเจ้าก็มี โยมอาจจะฮือฮาโกลาหลเวลาเห็นพระก่อคดีสะเทือนศรัทธา โยมรู้มั๊ยว่า ศีล 227 ข้อของพระนะมาจากการก่อคดีสะเทือนศรัทธาทั้งนั้น พระพระพุทธเจ้าจะเรียกพระเหล่านั้นมาสอบสวนและบัญญัติห้าม เป็นสิกขาบทให้พระรุ่นหลังอย่าได้เอาเยี่ยงอย่าง ฆ่าคน ดื่มเหล้า เคล้าสีกา เคยเกิดมาแล้วในสมัยพระพุทธเจ้าแล้วทั้งนั้น ขนาดพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ มีพระอรหันต์ พระ และฆราวาสที่บรรลุธรรมมากมาย สิ่งเหล่านั้นก็ยังเกิดขึ้น อย่างว่า คนดีจะเป็นพระหรือเป็นโยม ก็เป็นคนดี คนชั่วจะเป็นพระหรือเป็นโยม ก็เป็นคนชั่ว หากเขาไม่กลับใจ ให้เขาไปบวชกับพระพุทธเจ้าสักร้อยพรรษาก็เป็นคนดีไม่ได้หรอก นั่นเป็นเพราะโยมไม่เคยศึกษาพระวินัยของพระต่างหาก จึงเหมาว่าพระสมัยนี้มีแต่เลวๆ


13.
อย่าเอาพระทำชั่ว มาเป็นข้ออ้างเลยว่า ฉันจะเลิกทำบุญแล้ว ฉันจะเลิกนับถือพุทธศาสนาแล้ว เลิกนับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว พระพุทธเจ้าสอนว่า คนดีย่อมเอาคนชั่ว เป็นข้ออ้างในการละชั่วทำดี คนชั่ว ย่อมเอา คนชั่วเป็นข้ออ้างละดี ทำชั่ว


*** ขอความเจริญในธรรม จงมีแก่ทุกท่าน เทอญ ***
คัดลอกบางส่วนจาก....
http://www.mahamodo.com/webboard_others/dharma/viewquestion.asp?id=51&pageNo=1&ip=61.90.17.26

from forward mail


Reblog this post [with Zemanta]

Thursday, July 23, 2009

ธรรมะใกล้ตัว dharma at hand

เคยได้อ่านธรรมะใกล้ตัว ที่คุณดังตฤณ เขียน จาก forward mail ที่เพื่อนส่งมาให้ วันนี้เลยลอง search ดู
เลยได้เว็บของดังตฤณ มา

http://dungtrin.com/mag/

ที่หน้านี้ สามารถฟังเสียงอ่านได้ น่าจะจัดทำขึ้นเพื่อผู้ที่มีปัญหาทางการเห็น



Tuesday, June 16, 2009

ดังตฤณ - จากใจ บ.ก. ใกล้ตัว - ธรรมะใกล้ตัว


Image by rachealanilyse via Flickr
ดังตฤณ

คนรวยมากๆนั้น ถ้าเราตัดสินด้วยตาเปล่า จะรู้สึกเหมือนพวกเขามีทุกอย่างเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะอยากมี ไม่ว่าจะเป็นรถคันยาว คฤหาสน์หลังโต หรือกระทั่งเกียรติยศและอิทธิพล ที่มากพอจะเปลี่ยนอะไรในวงกว้าง ภายในชั่ววันเดียวที่พวกเขาต้องการ

แต่ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาล่ะ? ผมเคยอ่านสัมภาษณ์
แล้วก็เคยพบตัวจริงมา สะท้อนให้เห็นว่าในส่วนลึกยังรู้สึกขาด
เท่าที่ผมรวบรวมแบบแปลกๆไว้ ก็เช่น

๑) บางคนขาดความรู้สึกปลอดภัย วันๆต้องเปลี่ยนเส้นทางเข้าออกจากที่ทำงาน เพราะกลัวพี่น้องด้วยกันจะส่งมือปืนมายิง

๒) บางคนขาดความรู้สึกว่าตัวเองมีค่า เพราะเจอแต่ลูกน้องคนสนิทที่ปั้นมากับมือ แย่งเก้าอี้ แย่งอำนาจ หรือรวมหัวกันด่าทอในห้องประชุม และน่าเศร้าที่หลายคนในนั้นกระเด็นจากบัลลังก์จนได้

๓) บางคนขาดความรู้สึกว่ามีครอบครัว แม้จะมีลูกเมีย รายหนึ่งแบ่งสมบัติให้ลูกไปเกือบหมด ของตัวเองเหลือพอทำธุรกิจได้ต่อไป แต่วันดีคืนดีธุรกิจเกิดปัญหา ใกล้ล้มละลาย เขาเรียกลูกชายหญิงสามคนมาขอเงินบางส่วนคืน เพื่อจะเอาไปประทังหนี้ที่ต้องจ่ายเดี๋ยวนั้น แต่ลูกทั้งสามปฏิเสธ และบอกว่ามันเป็นปัญหาของพ่อ พ่อก่อปัญหาแล้วไม่ควรทำให้พวกเราเดือดร้อน

เขามึนงงและไม่เชื่อหูตัวเอง แต่จากนั้นสองปีเขาก็กู้วิกฤตได้ด้วยตนเอง ทว่าเมื่อมีใครถามถึงลูกๆของเขา เขาจะทำหน้าเฉยชา นัยน์ตาว่างเปล่า และถามกลับว่า "ลูกไหน? ผมไม่เคยมีลูก"

๔) บางคนขาดความรู้สึกว่าตัวเอง "มี" เพราะถ้ามีจริง ทำไมถึงรู้สึกว่าไม่มีอะไรเลย บางคนต้องวิ่งไปขอความสุข ขอความรู้สึกว่า "มี" จากใครบางคน ที่ดูภายนอกเหมือน "ไม่มี" ในสายตาคนทั่วไป ซึ่งก็ได้แก่พระสงฆ์องค์เจ้า ผู้สละเรือน สละสมบัติ สละกรรมสิทธิ์ทุกอย่างทางโลก เหลือเพียงผ้าพันกายกันอุจาด กับที่อยู่อาศัยซึ่งชาวบ้านลงขันกันสร้างเป็นของกลางของสงฆ์ และอาหารแต่ละมื้อที่ชาวบ้านใส่บาตรให้ตามกำลัง

คนที่มีอะไรทุกอย่าง แต่กลับรู้สึกว่าไม่มีอะไรสักอย่าง
ต้องเร่ขอความมีไปทั่วทุกทิศ กับคนที่ไม่มีอะไรสักอย่าง
แต่กลับรู้สึกว่ามีครบทุกอย่าง แถมเป็นฝ่ายแจกความมีให้กับใครต่อใครที่เข้ามาหา
สะท้อนให้เห็นว่าคนเรามีหรือไม่มี ไม่ใช่เรื่องของการครอบครองวัตถุภายนอก
แต่เป็นเรื่องของการครอบครองสมบัติภายใน ถ้าใครเข้าใจ และสามารถเข้าถึงได้
ก็ย่อมเป็นคน "มั่งมี" ที่ฉายชัดออกมา ให้คนอื่นรู้สึกอยาก "ขอแบ่ง" บ้าง

ความมั่งมี หรือทรัพย์อันเป็นภายใน เป็นอย่างไร?
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธนสูตรที่ ๒ ใจความสรุปว่าท่านถือเหล่าอริยเจ้า
เป็นพวกที่มีทรัพย์จริง ไม่อาจเรียกว่ายากจนเลย เพราะเป็นของติดตัว เป็นของทำลายไม่ได้
สะสมแล้วไม่อาจเป็นผู้มีใจแห้ง และเป็นเครื่องยืนยันอย่างเป็นแก่นสาร
ว่าชีวิตของพวกท่านคุ้มค่าแล้ว

ทรัพย์อันเป็นภายในดังกล่าวนี้ แม้เหล่าอริยเจ้าก็มีไม่เท่ากัน
มากบ้างน้อยบ้างตามบารมีที่สั่งสมมา และแม้ยังเป็นปุถุชน
ก็อาจมีทรัพย์เช่นเดียวกันนี้ได้ เพียงแต่อาจจะไม่คงทนถาวรเหมือนเหล่าอริยเจ้า
ผู้บรรลุธรรมแล้ว เที่ยงที่จะถึงนิพพานแน่แล้ว มีอัธยาศัยในการสละมายาลวงตาแน่แล้ว

ข้าวของภายนอกจะบอกว่าคุณรวยหรือจนไม่สำคัญ ถ้ามีอริยทรัพย์ทั้ง ๗ ประการนี้
พระพุทธเจ้าตรัสรับรองไว้เลยว่าจะรู้สึก "ไม่จน" ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นง่าย
นั่นคือถ้าคุณเป็นผู้มีศีล คุณย่อมไม่เพ่งเล็งอยากได้ของใครด้วยอาการแห่งขโมย
ตราบใดไม่เป็นขโมย ตราบนั้นคุณย่อมไม่รู้สึกว่าตัวเองยากจนกระทั่งสิ้นท่า

และถ้าคุณเป็นนักให้ทาน ชอบสละออก คุณย่อมรู้สึกว่าตนเองมีพอจะให้
และในระดับของพระ ที่ใจถึงขนาดสละเรือนได้แล้ว
แน่พอจะยกทรัพย์ทั้งหมดของตนให้คนอื่นได้แล้ว จะมีอะไรอีกเล่าที่ให้ไม่ได้?

พอถึงจุดที่สามารถทิ้งอาการกระเสือกระสนเอาเข้าตัว ธรรมชาติของใจคือจะเกิดความรู้สึก "พอ"
และความพอ ความไม่อยากเอาเพิ่มนั่นแหละ คือความรู้สึกของเศรษฐีที่แท้จริง!

ดังตฤณ
มิถุนายน ๕๒

**จาก Forward mail

Reblog this post [with Zemanta]

Macross Variable Fighters

https://youtu.be/ZByNgWBYhUY